สารคดีท่องเที่ยวที่บอกเล่าเรื่องราว ความประทับใจ และสาระจากการไปเที่ยวปักกิ่งกับทัวร์ พร้อมด้วยคนใกล้ชิด ที่จะนำทั้งความสนุกสนานและอบอุ่นมาสู่นักอ่าน โดยการ พาไปสถานที่สำคัญต่างๆ ในปักกิ่ง
คำเตือน! อย่าแอบอ่านหนังสือเล่มนี้ในเวลาทำงานเด็ดขาด เพราะเจ้านายจะรู้ จากเสียงหัวเราะ แบบหยุดไม่ได้ของคุณแน่นอน
เนื้อหาภายในเล่ม
“นึกถึงกำแพงเมืองจีนไว้ สู้ๆ”
นั่นเป็นคำพูดที่ฉันบอกกับแม่ก่อนที่นางพยาบาลจะพาท่านเข้าห้องผ่าตัด เพื่อผ่าตัดหัวเข่าซ้ายให้กลับมาใช้งานได้ดีกว่าเดิม โดยที่ลูกๆ ติดสินบนไว้ว่า ถ้าผ่าตัดครั้งนี้แล้วจะพาไปพิชิตกำแพงเมืองจีนที่ปักกิ่ง และสุดท้ายลูกๆ ก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าจองทัวร์กันไปถ้วนหน้า ทั้งหมด 4 ที่ อันมีแม่ น้องชาย ตัวฉัน และสามี ร่วมเดินทางด้วยกัน
- บทที่ 2 : ปักหลักที่ปักกิ่ง
เราใช้เวลา 4 ชั่วโมงในการเดินทางมาถึงปักกิ่ง และมีไกด์หนุ่มไทยกับไกด์สาวชาวจีนที่พูดไทยชัดมากๆ เป็นคนนำทัวร์ครั้งนี้ ไกด์เล่าว่าของหายากบนท้องถนนในเมืองจีนมีด้วยกัน 5 อย่าง ได้แก่ ผู้หญิงท้อง สุนัข มอเตอร์ไซค์ ห้องน้ำในปั๊มน้ำมัน และวันที่ฝนตก หากได้เจอของหายากที่ว่าในทริปนี้ละก็นับว่าเป็นคนมีบุญทีเดียว และคงมีบุญสุดๆ หากได้พบ หญิงมีครรภ์ ซ้อนมอเตอร์ไซค์ มืออุ้มสุนัข ในปั๊มน้ำมันที่มีห้องน้ำ ในวันที่ฝนตกหนัก
ที่แรกที่เราได้ไปชมหลังจากเท้าแตะแผ่นดินจีนคือ วัดลามะ ซึ่งมีของดีของดังอยู่ 3 อย่าง คือ พระอรหันต์ 500 องค์ มังกรแกะสลัก 99 ตัว และพระพุทธรูปสูง 26 เมตร ที่ได้รับบันทึกไว้ใน Guinness Book of Records ว่าเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากไม้แก่นจันทน์ต้นเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก
หลังจากชมของดีของดังของวัดเรียบร้อย ก็ไปหาของว่างรองท้องเป็นไส้กรอกนกพิราบที่มีลักษณะคล้ายกุนเชียง รสชาติหนึบๆ อร่อยแปลกลิ้นดี
- บทที่ 4 : สีสันอิ่มตากับเวลาอิ่มท้อง
ต่อจากวัดลามะ ไกด์พาไปชมอันเดอร์วอเตอร์เวิลด์ และลิ้มรสอาหารมื้อแรกในปักกิ่ง ซึ่งหุงข้าวสวยได้นิ่มมาก ตบท้ายด้วยเบียร์จีน
อาหารจานเด็ดของลูกทัวร์ไทย นอกจากจะมีไข่เจียวแล้ว ที่มาวินเป็นอันดับสองคือไก่ขอทาน ทอดมาเหลืองนวล หอมกรุ่น กรอบนอกนุ่มใน พวกเราสังกัดพรรคกระยาจกจึงฟาดเรียบต่อจากไข่เจียว ส่วนผักกวางตุ้งของที่นี่ก็ใบใหญ่เขียวสด โยนลงกระทะน้ำมันร้อนๆ แล้วยกเสิร์ฟทันทีจึงกรอบอร่อยลิ้น วิตามินเยอะ
แต่อย่าเพิ่งรู้เลยนะ ว่าใช้อะไรทำปุ๋ยรดน้ำผัก!!!
- บทที่ 5 : ตื่นตากับกายกรรมปักกิ่ง
ตกเย็นเราได้ไปดูการแสดงกายกรรมปักกิ่งกัน นักแสดงทุกคนต้องใช้ประสาทและอวัยวะแทบทุกส่วน ไล่ตั้งแต่ มือควงกระบอง ขาชี้ฟ้า หรือไม่ก็ปั่นจักรยาน แถมปากยังต้องฉีกยิ้มด้วยขณะกำลังแสดงกายกรรม เรียกว่าต้องใช้พละกำลังที่ดีและสมาธิอย่างสูง ร่างกายต้องทำงานประสานทุกส่วน ที่สำคัญ ‘ห้ามลืมยิ้มนะ’ ซือแป๋ (อาจารย์) คงสั่งไว้ จึงดูเหมือนหุ่นยนต์ไม่มีชีวิตชีวา ฉีกยิ้มแก้มปริแต่ดวงตาว่างเปล่าเพราะสมาธิต้องอยู่ที่การแสดงเท่านั้น
- บทที่ 6 : เรื่องเล่าเช้านี้
ด้วยความที่ชาวจีนนิยมขี่จักรยาน จึงทำให้ที่นี่มีร้านขายจักรยานมากกว่าร้านขายรถยนต์ และที่มีมากตามมาก็คือร้านซ่อมจักรยานนั่นเอง รถจักรยานที่เราเห็นเก่าๆ ขี่แล้วกลัวชิ้นส่วนจะหลุดไปตามทาง เพราะส่วนมากเขานิยมใช้รถมือสองกัน ไม่ใช่ว่าไม่มีเงินซื้อรถดีๆ แต่กลัวรถหายมากกว่า ถ้าหายก็ไม่ต้องแจ้งตำรวจหรอก ทำใจซื้อ (เก่าๆ) อีกคัน
ส่วนคนที่มีรถใหม่ก็ต้องล็อคกันแน่นหนา ทั้งล้อหน้าล้อหลัง ถึงขั้นล่ามโซ่เส้นใหญ่ แต่ไม่วายถูกขโมยจนได้ โจรมันคงหมั่นไส้ หวงดีนัก กลับมาอีกที รถหายไปเกือบทั้งคัน เหลือแค่ล้อหน้าที่ล่ามโซ่ไว้กับรั้ว
- บทที่ 7 : จัตุรัสเทียนอันเหมิน...ศูนย์รวมชาวจีน
ทัวร์ปักกิ่งวันที่สอง เราเริ่มต้นที่จัตุรัสเทียนอันเหมินก่อนเลย แต่พอดีว่าช่วงนั้นตรงกับวันชาติจีน คนเลยเยอะเป็นพิเศษ มองไม่เห็นสถานที่เท่าไรหรอกนะ เพราะเห็นแต่หัวคนเต็มไปหมด ฉะนั้นเมื่อได้มุมแล้วจงกดชัตเตอร์กล้องทันที อย่าไปหวังเลยว่าจะได้รูปเดี่ยว ยิ่งมุมสำคัญๆ ยิ่งมีคนรอเข้าคิวถ่ายรูปจุดนั้นๆ เยอะ และไม่มีการแจกบัตรคิวหรอกนะ ใครดีใครได้ ไม่มีเกรงใจหรือถือสากัน เป็นเรื่องธรรมดาของชาวจีน เรียกว่า ทีใคร-ทีมัน
- บทที่ 8 : พระราชวังโบราณ...นครต้องห้าม 9,999 ห้อง
ต่อจากจัตุรัสเทียนอันเหมิน ใกล้ๆ กันเป็นพระราชวังกู้กง อันเป็นที่ประทับของกษัตริย์หรือฮ่องเต้รวม 24 พระองค์ ด้วยเหตุนี้จึงมีห้องหับต่างๆ นับหมื่นห้อง เพื่อให้นางสนม ข้าราชบริพาร ทหารหญิง รวมถึงขันทีได้อยู่อาศัย และจะให้แต่ทหารหญิงเท่านั้นนะที่เข้าพำนัก เพราะขืนให้ทหารชายอยู่ด้วยมีหวังพระสนมแอบมีกิ๊กกันหมด ส่วนขันทีนั้นน่าจะไว้ใจได้เพราะเจื๋อนจุดสำคัญไปแล้ว
- บทที่ 9 : วังวิมานของซูสีไทเฮา
หลังจากเดินเที่ยวจัตุรัสเทียนอันเหมินและพระราชวังกู้กงจนเหมื่อยได้ที่ ก็มาต่อกันที่อุทยานอี้เหอหยวน ที่พระนางซูสีไทเฮาลงทุนสร้างโดยการขุดดินขึ้นมาถมจนได้ทะเลสาบและภูเขาส่วนตัว และสั่งทำเรือพระที่นั่งที่แกะสลักจากหินอ่อน แม้จะตั้งนิ่งๆ อยู่ริมฝั่งบนบกไม่ได้ล่องทะเลสาบจริงๆ หากแต่เรือนกระจกบนเรือก็ทำให้สามารถเห็นระลอกคลื่น รวมถึงเรือจริงลำอื่นๆ ที่ล่องอยู่ในทะเลสาบจากภาพสะท้อน จึงรู้สึกเหมือนเรือพระที่นั่งหินอ่อนกำลังแล่นอยู่จริง
บทที่ 10 : ลัดเลาะร้านรัฐ
การทัวร์เมืองจีนต้องแวะเที่ยวชมร้านขายสินค้าของรัฐบาลจีนอย่างน้อยวันละ 1-2 แห่งเป็นกฎกติกามารยาทที่ต้องปฏิบัติ ดังนั้น ฉันเลยได้มาแวะร้านขายไข่มุก และร้านยาของจีน มีการนวดฝ่าเท้าให้ฟรีด้วย ไกด์กระซิบบอกว่า “ปกติเขาคิดค่านวดคนละ 15 หยวน ซึ่งเราไม่ต้องจ่าย แต่ควรให้ทิปน้องๆ เขาบ้างนะครับ”
มันก็ฟรีแบบไม่ฟรีล่ะนะพี่น้อง!
- บทที่ 11 : ของฝากจากริมกำแพง
8.00 น. ทุกคนมาพร้อมกันที่รถทัวร์ ไกด์กล่าวสวัสดีตอนเช้าแล้ว ก็นำเราไปยังกำแพงเมืองจีนที่รอคอยมาหลายวัน มีตำนานเล่าว่าชาวจีนต้องหลั่งเลือดและน้ำตาไปไม่รู้เท่าไร ไม่ใช่เฉพาะพวกคนงานก่อสร้างเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงครอบครัวของพวกเขาด้วย ดังเช่น ผัวเมียคู่หนึ่งเพิ่งแต่งงานกันข้าวใหม่ปลามัน แต่ผัวต้องถูกเกณฑ์ไปสร้างกำแพงเมืองจีน แล้วตายไปในระหว่างก่อสร้าง ศพจึงถูกฝังอยู่ใต้กำแพงแต่วิญญาณของเขาไปเข้าฝันเมียรักว่า เขาหนาว ทนไม่ไหวแล้วให้เมียมารับเขากลับบ้านที
เมียสะดุ้งตื่นจากความฝันและรุดไปดูที่งานก่อสร้าง เที่ยวตามหาผัว หาเท่าไรก็ไม่เจอเพราะเขาตายไปแล้วนี่ เมียจึงได้แต่ร่ำไห้อยู่หน้ากำแพง แล้วจู่ๆ กำแพงบริเวณนั้นก็พังครืนลงมา ทำให้เห็นศพผัวของนางฝังอยู่ เมียจึงจัดการเอาไปทำพิธีศพตามธรรมเนียม แล้วก็ฆ่าตัวตายตาม ด้วยความรันทด
- บทที่ 12 : พิชิตกำแพงเมืองจีน
เราทำการพิชิตกำแพงเมืองจีนกันไปแค่ 1 ป้อม จาก 6 ป้อม เพราะบันไดชันมาก แค่ป้อมเดียวก็ซำแฮ่ก (เหนื่อยแฮ่กๆ) จากหนาวเป็นร้อนต้องถอดเสื้อวอร์มเสื้อกันหนาวกันแล้ว ส่วนคนที่ไปถึงป้อมสุดยอดคือป้อม 6 ก็กลับมาคุยฟุ้ง พร้อมโชว์หลักฐานเป็นประกาศนียบัตรราคา 5 หยวน (25 บาท) แต่ตอนฉันมองขึ้นไปจากข้างล่าง ฉันแอบเห็นนะ ตอนปีนลงมา พวกเขาค่อยๆ คลานกันลงมา เหมือนภาพสโลโมชั่นเลยล่ะ ฮ่า ฮ่า
อย่างไรก็ตาม ข้าน้อยขอคารวะพี่ท่าน...นับถือ...นับถือ
- บทที่ 13 : สุสานราชวงหมิง
14.30 น. คณะทัวร์ของเราก็เดินทางมาถึงสุสานราชวงศ์หมิง และได้ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกกลับไป (แล้วทำไมต้องมาถ่ายกันหน้าสุสานนะ ไปตั้งหลายที่ไม่ยักกะถ่าย) จากนั้นต่อไปที่โรงงานผลิตบัวหิมะ ตัวยาเลื่องชื่อของจีน โดยที่นี่มีสาวสวยหมวยอึ๋มมาทดสอบตัวยาให้ดู ด้วยการเอามือแตะเหล็กร้อนๆ แบบผ่านๆ 2-3 นาที และรีบละเลงด้วยบัวหิมะที่หล่อนโฆษณาขาย ทาอาทิตย์หนึ่งก็หาย ใครจะอาสาติดตามผลก็เชิญตามสบาย
- บทที่ 14 : หวังฝูจิ่ง ตลาดในตำนาน
แล้วในที่สุดโปรแกรมทัวร์ก็ดำเนินมาจนถึงการชอปแหลกที่ตลาดหวังฝูจิ่ง มีทั้งของ brand name และ no name แต่สินค้า no name ที่ได้มาจะเป็นของเฉิ่มๆ ล้าสมัย เข้าข่ายถูก ยี้ ไม่มีคุณภาพ เลยต้องขอย้ำว่า ‘ของดีไม่มีถูก ของถูกไม่มีดี ของฟรี ไม่มีในโลก’
- บทที่ 15 : จากกำแพงเมืองจีนสู่กำแพงใต้ดิน
เช้าวันใหม่ลูกทัวร์ถูกเกณฑ์ไปชมโรงงานผ้าไหมกันแต่เช้า แต่ก่อนหน้านั้นได้เที่ยวในอุโมงค์ใต้ดินของท่านเหมาเจ๋อตุง ที่ใช้แรงงานชาวบ้านขุดขึ้นด้วยความยากลำบาก ซึ่งนอกจากท่านเหมาและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แล้ว ชาวนา ชาวบ้านอย่าได้คิดแหยมเข้าไปเชียว หมดสิทธิ์! แต่ปัจจุบันชาวบ้านอย่างฉันได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมชม ‘หลุมหลบภัย’ จึงนับว่าเป็นวาสนายิ่งนัก
- บทที่ 16 : เสียงสะท้อนสู่สวรรค์
เสร็จสิ้นจากการชมอุโมงค์ใต้ดิน พร้อมด้วยโรงงานผ้าไหมที่พ่วงติดกันมา ไกด์ก็พาเราไปหอฟ้าเทียนถาน ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อใช้บวงสรวงเทวดาฟ้าดินให้ฝนต้องตามฤดูกาล โดยจะทำการบวงสรวงกันปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกทำในช่วงเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ส่วนครั้งที่ 2 ทำเมื่อย่างเข้าฤดูหนาว เป็นการแสดงความขอบคุณสวรรค์ที่ให้เก็บเกี่ยวพืชพันธุ์
ไฮไลต์ของที่นี่อยู่ที่กำแพงสะท้อนเสียง แท่นบูชาสวรรค์ ที่สามารถสะท้อนเสียงได้ รวมถึงหอสวดฉีเหนียนเตี้ยน ที่ใช้ประกอบพิธีสวดภาวนาต่อสรรค์ขอให้พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์
- บทที่ 17 : พิพิธภัณฑ์เต๋อเซืองเหมิน
หลังจากได้ชมหอฟ้าเทียนถานแล้ว เราไปต่อกันที่พิพิธภัณฑ์เต๋อเซืองเหมิน ซึ่งมีไผ่เย้า สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวจีนทั้งโชว์และจำหน่าย โดยไผ่เย้าที่ทำจากหยกสีต่างกันจะมีความหมายที่ต่างกันไป นอกจากนี้ยังมีวิธีลูบไผ่เย้าเพื่อความเป็นศิริมงคล หรือเฮงๆ รวยๆ ด้วย
สุดท้ายเราจบโปรแกรมทัวร์ปักกิ่ง 5 วัน 4 คืนครั้งนี้ ด้วยการชอปปิงของขวัญของฝากที่ตลาดรัสเซีย ซึ่งเป็นครั้งที่ร้อยแปดสิบสามที่ไกด์ต้องบอกกับเราว่า ซื้อของขึ้นรถแล้วห้ามถามเรื่องราคากัน จะเจ็บกระดองใจเสียเปล่าๆ เพราะแต่ละคนต่อราคาได้มากน้อยต่างกัน
ขากลับต่างคนต่างแย่งกันหลับด้วยความระโหยโรยแรง พอเครื่องบินถึงกรุงเทพฯ ฉันก็บอกไกด์ว่าอย่าลืมนะ ถ้ามีโปรแกรมทัวร์แบบไฮโซๆ ดีๆ ถูกๆ ไม่ต้องเดินไกลให้โทรชวนด้วย แแล้วก็หันไปล่ำลาอาม่าเพื่อแยกกันที่สนามบินนี้ เพราะฉันอยู่กรุงเทพฯ กับสามี ขณะที่อาม่าต้องนั่งรถต่อไปนครปฐมกับน้องชายฉัน
ภาพสนามบินค่อยๆ ไกลตาออกไปทุกทีๆ การมาทัวร์ครั้งนี้ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างแม่ลูก แนบแน่นขึ้น ได้ทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น ได้พูดคุยกันมากขึ้น เพราะฉันอยู่กรุงเทพฯ เวลาไปเยี่ยมแม่ที่นครปฐมทีนึงก็แค่กินข้าวมื้อเย็น อย่างเก่งก็ค้างคืนเดียว แต่การได้ไปทัวร์ 5 วัน 4 คืนอย่างนี้ มันสะใจ หายคิดถึง เรียกว่าคุ้มเกินเงินที่เสียไป
ฉันและแม่ (อาม่า) วางแผนเที่ยวครั้งต่อไปเรียบร้อยแล้วล่ะ เป้าหมายต่อไปเจอกันที่ ‘สนามบินสุวรรณภูมิ’
คงไม่นานเกินรอ...
- บทที่ 20 : ปักกิ่งจ๋า ครั้งหน้าเจอกัน
พอกลับมานอนแผ่อยู่ที่บ้านได้ไม่เท่าไหร่ ในหัวก็เต็มไปด้วยเรื่องเที่ยวสำหรับทริปต่อไป ทั้งที่ยังไม่ทันได้เอาเสื้อผ้าตอนไปปักกิ่งออกจากกระเป๋าเดินทางด้วยซ้ำ พอลองท่องอินเทอร์เน็ตดูก็เห็นมีทัวร์ไปปักกิ่งอีกเยอะแยะมากมายจนไล่ดูกันไม่หมด แต่แอบสังเกตว่ามีบางทัวร์จัดสถานที่แตกต่างจากทัวร์ที่ฉันไป ทัวร์ละแห่งสองแห่ง
อย่างว่าแหละปักกิ่งเขาเมืองใหญ่ จะไปเที่ยวให้หมดทุกที่ในทริปเดียว แค่ 5 วัน 4 คืนอย่างฉัน มีหวังไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนกันล่ะคราวนี้ ถ้าเป็นอย่างนั้นคงหาความสนุกจากการท่องเที่ยวไม่เจอ พูดแบบนี้ใช่ว่าจะตัดใจจากที่ที่ไม่ได้ไปในทัวร์ครั้งนี้ซะที่ไหน อย่างน้อยๆ ขอเก็บข้อมูลไว้ก่อน คราวหน้าได้เจอกันแน่...