บันทึกเรื่องราวการเดินทาง ของชายวัยเกษียณ 3 คน ที่มีอายุรวมกันได้ 184 ปี กับประสบการณ์เดินทางแบกเป้ ออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศด้วยตนเอง โดยใช้รถโดยสารประจำทางเป็นหลัก ซึ่งทริปการเดินทางเริ่มต้นที่หมอชิต จากนั้นมุ่งหน้าไปเวียดนามเพื่อเที่ยวเมือง Vinh, Hanoi, Sa Pa, Lao Cai, Bac Ha, Halong และ Cat Ba เสร็จแล้วนั่งรถไฟจากเวียดนาม มุ่งหน้าสู่ประเทศจีนเพื่อท่องเที่ยวต่อที่กุ้ยหลิน ก่อนจะนั่งเครื่องบินไปเที่ยวปักกิ่ง เป็นเมืองสุดท้ายของการเดินทาง ภายในเล่มนอกจากจะบันทึกเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับการเดินทางแล้ว ยังสอดแทรกด้วยมุมมอง และแง่คิดแบบคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวไว้ในเล่มตลอดด้วย
ตัวอย่างเนื้อหาภายในเล่ม
เตรียมตัวก่อนถึงวันเดินทาง
ก่อนจะเข้าเรื่องก็ต้องขอเกริ่นนำนิดนึงก่อนว่า เราทั้งสามคนอยู่ในวัยเดียวกัน (อายุ 62+61+61) ถ้าเอาตัวเลขอายุรวมกันก็ได้ 184 ปีพอดี และหลังจากที่พูดคุยปรึกษากันแล้ว ว่าควรจะเดินทางแบบไหนดี ก็เลยไปขอข้อมูลจากองค์กรแห่งหนึ่ง ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวย่านถนนรัชดาภิเษก เพราะทราบมาว่าที่นั่นมีข้อมูลของเพื่อนบ้านหน้าต่างอินโดจีนพร้อมมูล
แต่พอไปถึงเจ้าหน้าที่แผนกประชาสัมพันธ์สาวกลับบอกว่า หน่วยงานของเธอไม่สนับสนุนให้ไปเที่ยวต่างประเทศ และสนับสนุนให้เที่ยวแต่ภายในประเทศเท่านั้น จึงไม่มีข้อมูลใดๆ จะให้ (แหม...พอได้ยินเธอตอบแบบนี้แล้วก็พาลให้รู้สึกละเหี่ยใจทีเดียว ตอบแบบนี้มันน่าจะย้ายหน้าที่ไปทำงานด้านอื่นเสียจริงๆ)
อันที่จริงก่อนหน้าจะมาที่นี่ฉันก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องไปติดต่อที่แผนกไหน แต่บังเอิญว่าเพื่อนทั้งสองได้ลองโทรมาสอบถามก่อน แล้วเจอคำตอบประมาณนี้จึงนำมาเล่าให้ฟัง ซึ่งตอนแรกฉันก็ไม่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่จะตอบแบบนี้ จึงลองเดินมาถามด้วยตัวเองดู แล้วก็ได้ยินคำตอบแบบเดียวกันกับหูตัวเอง (ตอนแรกก็นึกว่าเพื่อนพูดเล่นๆ เสียอีก)
หลังจากได้รายละเอียดต่างๆ เรียบร้อยแล้ว เราทั้งสามคนก็ไปทำวีซ่าเข้าประเทศจีน ที่สถานทูตจีนตรงถนนรัชดาภิเษก (มีซอยข้างๆ สถานทูต เวลาจะทำวีซ่าต้องเข้าซอยข้างนี้) เสียค่าธรรมเนียม 550 บาทพร้อมกับรูปถ่าย 2 ใบ นอกจากนี้ส่วนการขอวีซ่ายังเปิดให้บริการเฉพาะ วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-11.00 น. เท่านั้น และใช้เวลา 4 วันทำการจึงจะได้วีซ่า แต่ถ้าจะทำแบบเช้าได้บ่ายก็ต้องจ่ายเพิ่มเป็น 1,100 บาท
นอกจากนี้ก่อนเดินทางเราทั้งหมดยังตกลงกันให้แซมเป็นหัวหน้า และเรียกบอสในกรณีที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องเป็นราว ส่วนบิ๊กอู๊ดให้เป็นผู้ช่วยบอสเพราะทั้งสองคนสนิทกัน โดยที่ฉันเป็นลูกทัวร์คอยบอกแผนการเดินทาง และข้อมูลต่างๆ ของสถานที่ที่ควรไปเที่ยว
ก่อนไปบิ๊กอู๊ดซื้อแผนที่ทวีปเอเซียแผ่นใหญ่มากางออกแล้วบอกว่า “ดูนี่โว้ย…กุ้ยหลินอยู่แถวนี้” ตอนนั้นขอบอกตามตรงเลย พอฉันมองแผนที่ครั้งแรกในใจก็คิดว่า แล้วเราจะไปถึงหรือนี่...แต่อีกใจก็คิดว่าไหนๆ มาถึงจุดนี้แล้วยังไงก็ต้องลองดูสักตั้ง
พอฉันมองแผนที่ครั้งแรกในใจก็คิดว่าแล้วเราจะไปถึงหรือนี่...แต่อีกใจก็คิดว่าไหนๆ มาถึงจุดนี้แล้วยังไงก็ต้องลองดูสักตั้ง
พอเช้าวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม บิ๊กอู๊ดก็โทรมาบอกว่าจองตั๋วรถแอร์ไปนครพนมแล้ว โดยรถออกเย็นวันจันทร์ตอน 19.15 น. พร้อมกับย้ำว่าค่ารถ 410 บาท เนื่องจากกลัวจะถูกเราชักดาบค่ารถ (ไม่ทวงก็ไม่ให้ ใครเป็นหนี้ใคร ใครต้องใช้ให้ใคร ต้องทวง ไม่มีการเกรงใจ)
ส่วนแซมเนื่องจากตอนนั้นขนเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ มาเยอะ เลยใจดีให้เราแลก 43 บาทต่อหนึ่งดอลล่าร์ ทั้งๆ ที่อัตราแลกเปลี่ยนขณะนั้นอยู่ที่ 43.50 บาท ซึ่งใจจริงฉันก็อยากจะแลกแยะๆ แต่กลัวแซมหาว่าเห็นแก่ตัวเลยแลกไปทั้งหมด 750 ดอลล่าร์ หรือถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ตก 32,250 บาท (พอคำนวณตัวเลขดูแล้วก็ชักจะไม่อยากไปเนื่องจากเสียดายเงิน)
นอกจากนี้ เนื่องจากฉันปลูกต้นเฟิร์นไว้มากมายกว่า 100 กระถาง ดังนั้น หน้าที่ส่วนตัวของฉันที่ต้องทำประการแรกก่อนเดินทางก็คือ จัดเรียงกระถางใหม่เพื่อให้คนที่อยู่บ้านสามารถยืนอยู่จุดเดียว แล้วรดน้ำด้วยสายยางได้หมด โดยไม่ต้องขยับตัวไปด้านไหน
ส่วนหน้าที่ประการที่สองก็คือบอกยกเลิกกับร้านหนังสือพิมพ์ ซึ่งฉันขี่จักรยานเสือภูเขาจากบ้านไปซื้อแถวตลาดทุกเช้า โดยบอกเธอว่าจะนั่งรถโดยสาร ไปเที่ยวเมืองจีนนานประมาณ 20 วันจึงของดชั่วคราว
"ขอโทษเถอะคุณลุง อย่าว่าหนูละลาบละล้วงเลยนะคะ ลูกเต้าคุณลุงไม่มีเหรอ? และจะไปนานๆ อย่างนี้ไม่มีใครเป็นห่วงหรือไง?" สาวเจ้าของร้านยิงคำถามใส่เป็นชุดหลังจากที่ฉันบอกไป ฉันจึงตอบเธอว่าลูกเต้าฉันนั้นมีครอบครัวไปหมดแล้ว ส่วนอายุฉันตอนนี้ก็ 61 ปี โอกาสจะเที่ยวก็เหลือน้อยลงทุกที จึงอยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้คุ้มก่อนจะไปไหนมาไหนด้วยตัวเองไม่ได้
และหน้าที่ประการที่สาม (สุดท้าย) ก็คือ ฉันมีหลานชายอยู่คนเดียวชื่อ “ข้าวปุ้น” อายุประมาณหนึ่งขวบกับอีกสามเดือน ซึ่งตั้งแต่แปดโมงเช้าฉันจะต้องดูแลให้กินนม นอนหลับ นั่งเล่น ฯลฯ และยังต้องคอยไกวเปลโดยใช้ผ้าขาวม้าผูก เพื่อให้หลานชายนอนได้นานที่สุด
ส่วนเวลาที่กำลังไกวเปล ฉันก็นั่งอ่านหนังสือไปพร้อมๆ กับจิบกาแฟจนกว่าหลานจะตื่น หรือจนกว่ายายของข้าวปุ้นจะมารับช่วงต่อ และในบางวันก็อาจจะต้องดูแลช่วงสี่โมงเย็นอีกครั้ง หรือไม่ก็จนกว่าแม่ของข้าวปุ้นจะกลับจากทำงาน
วันนั้นฉันต้องเรียกข้าวปุ้นมาบอกว่า “ตาไม่อยู่นะครับ จะหนีไปเที่ยวประมาณ 20 วัน หนูอย่าร้องไห้โยเย อย่ากวนยาย และต้องเป็นเด็กดีนะครับ”
จริงๆ แล้วข้าวปุ้นน่ะไม่รู้เรื่องหรอกได้แต่ฟังนิ่งๆ เท่านั้น (โธ่...เด็กอายุหนึ่งขวบกะอีกสามเดือน พูดยังไม่ค่อยได้เลย) แต่ดวงตาแป๋วๆ ที่มองอยู่น่ะบอกได้หลายร้อยอย่าง แล้วแต่ใจคนดูจะคิด และก่อนไปฉันยังต้องเตรียมทั้งตัวเตรียมทั้งใจ ไม่ใช่อะไรหรอก ก็คนมันตื่นเต้นที่จะได้เดินทางไปต่างประเทศเท่านั้นเอง ความรู้สึกตอนนั้นน่ะ ระรี้ระริกเหมือนปลาลงน้ำเชียวล่ะ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าชะตากรรมข้างหน้าจะเป็นฉันใด
สัมผัสวิถีชีวิตชาวเขาที่หมู่บ้าน Red Dzao
พอใกล้เวลา 14.30 น.ที่ไกด์นัด ใจมันก็กล้าๆ กลัวๆ เพราะอาการไข้และปวดเมื่อยตามตัวยังมีอยู่ ไอ้การเดินขึ้นเขาลงเนินชมหมู่บ้านช่วงนี้แค่ 5 กม.ก็จริง แต่เนื่องด้วยสภาพร่างกายที่ไม่พร้อมทำให้ฉันลังเล
"กูสบาย มึงรู้ว่ามึงแก่ เดินไม่ไหว มึงจะไปทรมานทำไมอายฝรั่งเปล่าๆ" บิ๊กอู๊ดว่า
"กูเดินตีกอล์ฟ 18 หลุมยังไม่ยั่น ไอ้แค่ห้ากิโลฯ นี้สบาย แต่หัวเข่ากูไม่ดีโว้ย" แซมบอก
สุดท้ายฉันเลยตกลงกับแซมว่าเราจะเดินกันแค่พอเมื่อย แล้วถ้าไม่ไหวก็จะเดินกลับกันเอง โดยไกด์บอกจะพาเดินเป็นวงกลมระยะประมาณ 5 กม. ระหว่างทางเดินผ่านโรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่ง ฉันเห็นมีจักรยานให้เช่าด้วย (โรงแรมที่เราพักก็มีมอเตอร์ไซค์ให้เช่าเช่นกัน)
ถนนที่เดินชมหมู่บ้านชาวเขาเป็นทางลูกรังกว้าง บางช่วงก็กำลังระเบิดซอกเขาเพื่อขยายถนน ถ้าถนนดีรถวิ่งได้ใครจะมาเดิน แค่นี้ถนนก็กว้างเกินไปแล้วขนาดว่ารถสองคันสวนกันได้สบายๆ และวิวที่เห็นก็สวยเหมือนกับภาพวาดเพราะมีแต่นาขั้นบันไดตามไหล่เขา ใครอยากถ่ายรูปก็เชิญตามสบาย ระหว่างทางบิ๊กอู๊ดพบสามสาวชาวไทย และบอกเธอทั้งสามว่าฉันกับแซมสองคนน่ะแก่ ป่านนี้คงกระย่องกระแย่งอยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้ ตอนพวกเธอพบฉันก็เลยเล่าให้ฟัง ทั้งๆ ที่ความจริงบิ๊กอู๊ดอยู่ห่างจากพวกฉันไปไม่กี่สิบเมตรเท่านั้นเอง
ช่วงที่เดินชมหมู่บ้านชาวเขาบางคนก็เริ่มเดินกลับบ้าน บ้างก็ซื้อของกลับโดยใส่ถุงสองข้างวางบนหลังม้า ลักษณะพาดคร่อมไปบนผ้าห่มเก่าๆ ที่วางบนหลังม้าและมีไม้วางคร่อมอีกที โดยไม้ที่ว่านี้ยาวลงมาจนวางถุงใส่ของแล้วไม่โดนตัวม้านั่นแหละ
ตอนแรกฉันเองก็ตั้งใจว่าจะไม่เดินมาก แต่พอเดินๆ ไปวิวก็สวยอากาศก็ดีเลยเดินไปได้เรื่อยๆ จนสุดท้ายต้องถอดเสื้อแขนยาวออกให้เหลือแค่เสื้อยืดคอกลมตัวเดียว เพราะเริ่มร้อนและเหนื่อย ระหว่างทางผ่านบ้านชาวเขาก็เห็นบ้างกำลังตากผ้า บ้างก็เลี้ยงหมู หรือไม่ก็ทำกิจวัตรประจำวันของตน ฉันจึงเดินไปถ่ายรูปไปตลอดทางโดยวานสาวเวียดนามถ่ายให้ ส่วนเธอก็วานฉันถ่ายรูปให้เช่นกัน โดยเราเปลี่ยนกล้องกันไป-มา จนหมดฟิล์มกันไปหลายรูปเลยทีเดียว หมู่บ้านแถวนี้แหละ Red Dzao ระหว่างนั้นฉันเห็นคุณรสรินชาวแคนาดา กระโดดขึ้นไปนั่งบนรถลากแบบล้อยางรถยนต์แต่ใช้ม้าลาก เลยโดดขึ้นไปนั่งบ้าง แต่พอนั่งไปได้นิดเดียวก็นึกขึ้นได้ว่า เอ๊ะ...เดี๋ยวคุยไม่ได้เต็มปากว่าขนาดไข้ขึ้นยังเดิน 5 กม.ได้สบาย ฉันเลยต้องกระโดดลงเดินกลับ โดยทางมาทะลุใกล้กับโรงแรมที่ฉันเข้าไปติดต่อขอเช่าจักรยานตั้งแต่ครั้งแรก
พอกลับถึงห้องพักบนชั้นสี่ดูเสื้อผ้าที่ตากไว้ตั้งแต่ตอนกลางวันก็แห้งแล้วเพราะแรงลม สุดท้ายฉันเลยขี้เกียจลงมากินอาหารเย็นเพราะนึกถึงบันได 48 ขั้น ก่อนนอนจึงกินกล้วยน้ำว้าที่แซมซื้อมากับแอปเปิลอีกลูกนึง โดยไม่ลืมกินยาแก้ไข้อีกสองเม็ดด้วย (แค่นี้ก็อิ่มแล้วละ)
ที่นี่มีมุ้งกางลักษณะเดียวกับที่ SAPA ฉันจึงกางมุ้งเพราะยังไงๆ ก็ต้องป้องกันตัวเองจากยุงไว้ก่อน เช้าพรุ่งนี้ตอนไกด์นัด 07.30 น. เพื่อจะเดินทางกลับฮานอยกัน