- บทที่ 1 : ต้นทาง
นึกถึงกำแพงเมืองจีนไว้
สู้ๆ
นั่นเป็นคำพูดที่ฉันบอกกับแม่ก่อนที่นางพยาบาลจะพาท่านเข้าห้องผ่าตัด
เพื่อผ่าตัดหัวเข่าซ้ายให้กลับมาใช้งานได้ดีกว่าเดิม โดยที่ลูกๆ
ติดสินบนไว้ว่า ถ้าผ่าตัดครั้งนี้แล้วจะพาไปพิชิตกำแพงเมืองจีนที่ปักกิ่ง
และสุดท้ายลูกๆ ก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าจองทัวร์กันไปถ้วนหน้า
ทั้งหมด 4 ที่ อันมีแม่ น้องชาย ตัวฉัน และสามี ร่วมเดินทางด้วยกัน
- บทที่ 2 : ปักหลักที่ปักกิ่ง
เราใช้เวลา
4 ชั่วโมงในการเดินทางมาถึงปักกิ่ง และมีไกด์หนุ่มไทยกับไกด์สาวชาวจีนที่พูดไทยชัดมากๆ
เป็นคนนำทัวร์ครั้งนี้ ไกด์เล่าว่าของหายากบนท้องถนนในเมืองจีนมีด้วยกัน
5 อย่าง ได้แก่ ผู้หญิงท้อง สุนัข มอเตอร์ไซค์ ห้องน้ำในปั๊มน้ำมัน
และวันที่ฝนตก หากได้เจอของหายากที่ว่าในทริปนี้ละก็นับว่าเป็นคนมีบุญทีเดียว
และคงมีบุญสุดๆ หากได้พบ หญิงมีครรภ์ ซ้อนมอเตอร์ไซค์ มืออุ้มสุนัข
ในปั๊มน้ำมันที่มีห้องน้ำ ในวันที่ฝนตกหนัก
- บทที่ 3 : จากวังเป็นวัด
ที่แรกที่เราได้ไปชมหลังจากเท้าแตะแผ่นดินจีนคือ
วัดลามะ ซึ่งมีของดีของดังอยู่ 3 อย่าง คือ พระอรหันต์ 500
องค์ มังกรแกะสลัก 99 ตัว และพระพุทธรูปสูง 26 เมตร ที่ได้รับบันทึกไว้ใน
Guinness Book of Records ว่าเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากไม้แก่นจันทน์ต้นเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก
หลังจากชมของดีของดังของวัดเรียบร้อย
ก็ไปหาของว่างรองท้องเป็นไส้กรอกนกพิราบที่มีลักษณะคล้ายกุนเชียง
รสชาติหนึบๆ อร่อยแปลกลิ้นดี
- บทที่ 4 : สีสันอิ่มตากับเวลาอิ่มท้อง
ต่อจากวัดลามะ
ไกด์พาไปชมอันเดอร์วอเตอร์เวิลด์ และลิ้มรสอาหารมื้อแรกในปักกิ่ง
ซึ่งหุงข้าวสวยได้นิ่มมาก ตบท้ายด้วยเบียร์จีน
อาหารจานเด็ดของลูกทัวร์ไทย
นอกจากจะมีไข่เจียวแล้ว ที่มาวินเป็นอันดับสองคือไก่ขอทาน
ทอดมาเหลืองนวล หอมกรุ่น กรอบนอกนุ่มใน พวกเราสังกัดพรรคกระยาจกจึงฟาดเรียบต่อจากไข่เจียว
ส่วนผักกวางตุ้งของที่นี่ก็ใบใหญ่เขียวสด โยนลงกระทะน้ำมันร้อนๆ
แล้วยกเสิร์ฟทันทีจึงกรอบอร่อยลิ้น วิตามินเยอะ
แต่อย่าเพิ่งรู้เลยนะ
ว่าใช้อะไรทำปุ๋ยรดน้ำผัก!!!
-
บทที่ 5 : ตื่นตากับกายกรรมปักกิ่ง
ตกเย็นเราได้ไปดูการแสดงกายกรรมปักกิ่งกัน
นักแสดงทุกคนต้องใช้ประสาทและอวัยวะแทบทุกส่วน ไล่ตั้งแต่
มือควงกระบอง ขาชี้ฟ้า หรือไม่ก็ปั่นจักรยาน แถมปากยังต้องฉีกยิ้มด้วยขณะกำลังแสดงกายกรรม
เรียกว่าต้องใช้พละกำลังที่ดีและสมาธิอย่างสูง ร่างกายต้องทำงานประสานทุกส่วน
ที่สำคัญ ห้ามลืมยิ้มนะ ซือแป๋ (อาจารย์) คงสั่งไว้ จึงดูเหมือนหุ่นยนต์ไม่มีชีวิตชีวา
ฉีกยิ้มแก้มปริแต่ดวงตาว่างเปล่าเพราะสมาธิต้องอยู่ที่การแสดงเท่านั้น
-
บทที่ 6 : เรื่องเล่าเช้านี้
ด้วยความที่ชาวจีนนิยมขี่จักรยาน
จึงทำให้ที่นี่มีร้านขายจักรยานมากกว่าร้านขายรถยนต์ และที่มีมากตามมาก็คือร้านซ่อมจักรยานนั่นเอง
รถจักรยานที่เราเห็นเก่าๆ ขี่แล้วกลัวชิ้นส่วนจะหลุดไปตามทาง
เพราะส่วนมากเขานิยมใช้รถมือสองกัน ไม่ใช่ว่าไม่มีเงินซื้อรถดีๆ
แต่กลัวรถหายมากกว่า ถ้าหายก็ไม่ต้องแจ้งตำรวจหรอก ทำใจซื้อ
(เก่าๆ) อีกคัน
ส่วนคนที่มีรถใหม่ก็ต้องล็อคกันแน่นหนา
ทั้งล้อหน้าล้อหลัง ถึงขั้นล่ามโซ่เส้นใหญ่ แต่ไม่วายถูกขโมยจนได้
โจรมันคงหมั่นไส้ หวงดีนัก กลับมาอีกที รถหายไปเกือบทั้งคัน
เหลือแค่ล้อหน้าที่ล่ามโซ่ไว้กับรั้ว
-
บทที่ 7 : จัตุรัสเทียนอันเหมิน...ศูนย์รวมชาวจีน
ทัวร์ปักกิ่งวันที่สอง
เราเริ่มต้นที่จัตุรัสเทียนอันเหมินก่อนเลย แต่พอดีว่าช่วงนั้นตรงกับวันชาติจีน
คนเลยเยอะเป็นพิเศษ มองไม่เห็นสถานที่เท่าไรหรอกนะ เพราะเห็นแต่หัวคนเต็มไปหมด
ฉะนั้นเมื่อได้มุมแล้วจงกดชัตเตอร์กล้องทันที อย่าไปหวังเลยว่าจะได้รูปเดี่ยว
ยิ่งมุมสำคัญๆ ยิ่งมีคนรอเข้าคิวถ่ายรูปจุดนั้นๆ เยอะ และไม่มีการแจกบัตรคิวหรอกนะ
ใครดีใครได้ ไม่มีเกรงใจหรือถือสากัน เป็นเรื่องธรรมดาของชาวจีน
เรียกว่า ทีใคร-ทีมัน
-
บทที่ 8 : พระราชวังโบราณ...นครต้องห้าม
9,999 ห้อง
ต่อจากจัตุรัสเทียนอันเหมิน
ใกล้ๆ กันเป็นพระราชวังกู้กง อันเป็นที่ประทับของกษัตริย์หรือฮ่องเต้รวม
24 พระองค์ ด้วยเหตุนี้จึงมีห้องหับต่างๆ นับหมื่นห้อง เพื่อให้นางสนม
ข้าราชบริพาร ทหารหญิง รวมถึงขันทีได้อยู่อาศัย และจะให้แต่ทหารหญิงเท่านั้นนะที่เข้าพำนัก
เพราะขืนให้ทหารชายอยู่ด้วยมีหวังพระสนมแอบมีกิ๊กกันหมด
ส่วนขันทีนั้นน่าจะไว้ใจได้เพราะเจื๋อนจุดสำคัญไปแล้ว
-
บทที่ 9 : วังวิมานของซูสีไทเฮา
หลังจากเดินเที่ยวจัตุรัสเทียนอันเหมินและพระราชวังกู้กงจนเหมื่อยได้ที่
ก็มาต่อกันที่อุทยานอี้เหอหยวน ที่พระนางซูสีไทเฮาลงทุนสร้างโดยการขุดดินขึ้นมาถมจนได้ทะเลสาบและภูเขาส่วนตัว
และสั่งทำเรือพระที่นั่งที่แกะสลักจากหินอ่อน แม้จะตั้งนิ่งๆ
อยู่ริมฝั่งบนบกไม่ได้ล่องทะเลสาบจริงๆ หากแต่เรือนกระจกบนเรือก็ทำให้สามารถเห็นระลอกคลื่น
รวมถึงเรือจริงลำอื่นๆ ที่ล่องอยู่ในทะเลสาบจากภาพสะท้อน
จึงรู้สึกเหมือนเรือพระที่นั่งหินอ่อนกำลังแล่นอยู่จริง
บทที่ 10 : ลัดเลาะร้านรัฐ
การทัวร์เมืองจีนต้องแวะเที่ยวชมร้านขายสินค้าของรัฐบาลจีนอย่างน้อยวันละ
1-2 แห่งเป็นกฎกติกามารยาทที่ต้องปฏิบัติ ดังนั้น ฉันเลยได้มาแวะร้านขายไข่มุก
และร้านยาของจีน มีการนวดฝ่าเท้าให้ฟรีด้วย ไกด์กระซิบบอกว่า
ปกติเขาคิดค่านวดคนละ 15 หยวน ซึ่งเราไม่ต้องจ่าย แต่ควรให้ทิปน้องๆ
เขาบ้างนะครับ
มันก็ฟรีแบบไม่ฟรีล่ะนะพี่น้อง!
-
บทที่ 11 : ของฝากจากริมกำแพง
8.00 น. ทุกคนมาพร้อมกันที่รถทัวร์
ไกด์กล่าวสวัสดีตอนเช้าแล้ว ก็นำเราไปยังกำแพงเมืองจีนที่รอคอยมาหลายวัน
มีตำนานเล่าว่าชาวจีนต้องหลั่งเลือดและน้ำตาไปไม่รู้เท่าไร
ไม่ใช่เฉพาะพวกคนงานก่อสร้างเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงครอบครัวของพวกเขาด้วย
ดังเช่น ผัวเมียคู่หนึ่งเพิ่งแต่งงานกันข้าวใหม่ปลามัน แต่ผัวต้องถูกเกณฑ์ไปสร้างกำแพงเมืองจีน
แล้วตายไปในระหว่างก่อสร้าง ศพจึงถูกฝังอยู่ใต้กำแพงแต่วิญญาณของเขาไปเข้าฝันเมียรักว่า
เขาหนาว ทนไม่ไหวแล้วให้เมียมารับเขากลับบ้านที
เมียสะดุ้งตื่นจากความฝันและรุดไปดูที่งานก่อสร้าง
เที่ยวตามหาผัว หาเท่าไรก็ไม่เจอเพราะเขาตายไปแล้วนี่ เมียจึงได้แต่ร่ำไห้อยู่หน้ากำแพง
แล้วจู่ๆ กำแพงบริเวณนั้นก็พังครืนลงมา ทำให้เห็นศพผัวของนางฝังอยู่
เมียจึงจัดการเอาไปทำพิธีศพตามธรรมเนียม แล้วก็ฆ่าตัวตายตาม
ด้วยความรันทด
-
บทที่ 12 : พิชิตกำแพงเมืองจีน
เราทำการพิชิตกำแพงเมืองจีนกันไปแค่
1 ป้อม จาก 6 ป้อม เพราะบันไดชันมาก แค่ป้อมเดียวก็ซำแฮ่ก
(เหนื่อยแฮ่กๆ) จากหนาวเป็นร้อนต้องถอดเสื้อวอร์มเสื้อกันหนาวกันแล้ว
ส่วนคนที่ไปถึงป้อมสุดยอดคือป้อม 6 ก็กลับมาคุยฟุ้ง พร้อมโชว์หลักฐานเป็นประกาศนียบัตรราคา
5 หยวน (25 บาท) แต่ตอนฉันมองขึ้นไปจากข้างล่าง ฉันแอบเห็นนะ
ตอนปีนลงมา พวกเขาค่อยๆ คลานกันลงมา เหมือนภาพสโลโมชั่นเลยล่ะ
ฮ่า ฮ่า
อย่างไรก็ตาม ข้าน้อยขอคารวะพี่ท่าน...นับถือ...นับถือ
-
บทที่ 13 : สุสานราชวงหมิง
14.30 น. คณะทัวร์ของเราก็เดินทางมาถึงสุสานราชวงศ์หมิง
และได้ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกกลับไป (แล้วทำไมต้องมาถ่ายกันหน้าสุสานนะ
ไปตั้งหลายที่ไม่ยักกะถ่าย) จากนั้นต่อไปที่โรงงานผลิตบัวหิมะ
ตัวยาเลื่องชื่อของจีน โดยที่นี่มีสาวสวยหมวยอึ๋มมาทดสอบตัวยาให้ดู
ด้วยการเอามือแตะเหล็กร้อนๆ แบบผ่านๆ 2-3 นาที และรีบละเลงด้วยบัวหิมะที่หล่อนโฆษณาขาย
ทาอาทิตย์หนึ่งก็หาย ใครจะอาสาติดตามผลก็เชิญตามสบาย
-
บทที่ 14 : หวังฝูจิ่ง
ตลาดในตำนาน
แล้วในที่สุดโปรแกรมทัวร์ก็ดำเนินมาจนถึงการชอปแหลกที่ตลาดหวังฝูจิ่ง
มีทั้งของ brand name และ no name แต่สินค้า no name ที่ได้มาจะเป็นของเฉิ่มๆ
ล้าสมัย เข้าข่ายถูก ยี้ ไม่มีคุณภาพ เลยต้องขอย้ำว่า ของดีไม่มีถูก
ของถูกไม่มีดี ของฟรี ไม่มีในโลก
-
บทที่ 15 : จากกำแพงเมืองจีนสู่กำแพงใต้ดิน
เช้าวันใหม่ลูกทัวร์ถูกเกณฑ์ไปชมโรงงานผ้าไหมกันแต่เช้า
แต่ก่อนหน้านั้นได้เที่ยวในอุโมงค์ใต้ดินของท่านเหมาเจ๋อตุง
ที่ใช้แรงงานชาวบ้านขุดขึ้นด้วยความยากลำบาก ซึ่งนอกจากท่านเหมาและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แล้ว
ชาวนา ชาวบ้านอย่าได้คิดแหยมเข้าไปเชียว หมดสิทธิ์! แต่ปัจจุบันชาวบ้านอย่างฉันได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมชม
หลุมหลบภัย จึงนับว่าเป็นวาสนายิ่งนัก
-
บทที่ 16 : เสียงสะท้อนสู่สวรรค์
เสร็จสิ้นจากการชมอุโมงค์ใต้ดิน
พร้อมด้วยโรงงานผ้าไหมที่พ่วงติดกันมา ไกด์ก็พาเราไปหอฟ้าเทียนถาน
ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อใช้บวงสรวงเทวดาฟ้าดินให้ฝนต้องตามฤดูกาล
โดยจะทำการบวงสรวงกันปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกทำในช่วงเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ
ส่วนครั้งที่ 2 ทำเมื่อย่างเข้าฤดูหนาว เป็นการแสดงความขอบคุณสวรรค์ที่ให้เก็บเกี่ยวพืชพันธุ์
ไฮไลต์ของที่นี่อยู่ที่กำแพงสะท้อนเสียง แท่นบูชาสวรรค์
ที่สามารถสะท้อนเสียงได้ รวมถึงหอสวดฉีเหนียนเตี้ยน ที่ใช้ประกอบพิธีสวดภาวนาต่อสรรค์ขอให้พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์
-
บทที่ 17 : พิพิธภัณฑ์เต๋อเซืองเหมิน
หลังจากได้ชมหอฟ้าเทียนถานแล้ว
เราไปต่อกันที่พิพิธภัณฑ์เต๋อเซืองเหมิน ซึ่งมีไผ่เย้า สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวจีนทั้งโชว์และจำหน่าย
โดยไผ่เย้าที่ทำจากหยกสีต่างกันจะมีความหมายที่ต่างกันไป
นอกจากนี้ยังมีวิธีลูบไผ่เย้าเพื่อความเป็นศิริมงคล หรือเฮงๆ
รวยๆ ด้วย
-
บทที่ 18 : ตลาดรัสเซีย
สุดท้ายเราจบโปรแกรมทัวร์ปักกิ่ง
5 วัน 4 คืนครั้งนี้ ด้วยการชอปปิงของขวัญของฝากที่ตลาดรัสเซีย
ซึ่งเป็นครั้งที่ร้อยแปดสิบสามที่ไกด์ต้องบอกกับเราว่า ซื้อของขึ้นรถแล้วห้ามถามเรื่องราคากัน
จะเจ็บกระดองใจเสียเปล่าๆ เพราะแต่ละคนต่อราคาได้มากน้อยต่างกัน
-
บทที่ 19 : กลับบ้านเรา
ขากลับต่างคนต่างแย่งกันหลับด้วยความระโหยโรยแรง
พอเครื่องบินถึงกรุงเทพฯ ฉันก็บอกไกด์ว่าอย่าลืมนะ ถ้ามีโปรแกรมทัวร์แบบไฮโซๆ
ดีๆ ถูกๆ ไม่ต้องเดินไกลให้โทรชวนด้วย แแล้วก็หันไปล่ำลาอาม่าเพื่อแยกกันที่สนามบินนี้
เพราะฉันอยู่กรุงเทพฯ กับสามี ขณะที่อาม่าต้องนั่งรถต่อไปนครปฐมกับน้องชายฉัน
ภาพสนามบินค่อยๆ ไกลตาออกไปทุกทีๆ
การมาทัวร์ครั้งนี้ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างแม่ลูก
แนบแน่นขึ้น ได้ทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น ได้พูดคุยกันมากขึ้น
เพราะฉันอยู่กรุงเทพฯ เวลาไปเยี่ยมแม่ที่นครปฐมทีนึงก็แค่กินข้าวมื้อเย็น
อย่างเก่งก็ค้างคืนเดียว แต่การได้ไปทัวร์ 5 วัน 4 คืนอย่างนี้
มันสะใจ หายคิดถึง เรียกว่าคุ้มเกินเงินที่เสียไป
ฉันและแม่ (อาม่า) วางแผนเที่ยวครั้งต่อไปเรียบร้อยแล้วล่ะ
เป้าหมายต่อไปเจอกันที่ สนามบินสุวรรณภูมิ
คงไม่นานเกินรอ...
-
บทที่ 20 : ปักกิ่งจ๋า
ครั้งหน้าเจอกัน
พอกลับมานอนแผ่อยู่ที่บ้านได้ไม่เท่าไหร่
ในหัวก็เต็มไปด้วยเรื่องเที่ยวสำหรับทริปต่อไป ทั้งที่ยังไม่ทันได้เอาเสื้อผ้าตอนไปปักกิ่งออกจากกระเป๋าเดินทางด้วยซ้ำ
พอลองท่องอินเทอร์เน็ตดูก็เห็นมีทัวร์ไปปักกิ่งอีกเยอะแยะมากมายจนไล่ดูกันไม่หมด
แต่แอบสังเกตว่ามีบางทัวร์จัดสถานที่แตกต่างจากทัวร์ที่ฉันไป
ทัวร์ละแห่งสองแห่ง
อย่างว่าแหละปักกิ่งเขาเมืองใหญ่
จะไปเที่ยวให้หมดทุกที่ในทริปเดียว แค่ 5 วัน 4 คืนอย่างฉัน
มีหวังไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนกันล่ะคราวนี้ ถ้าเป็นอย่างนั้นคงหาความสนุกจากการท่องเที่ยวไม่เจอ
พูดแบบนี้ใช่ว่าจะตัดใจจากที่ที่ไม่ได้ไปในทัวร์ครั้งนี้ซะที่ไหน
อย่างน้อยๆ ขอเก็บข้อมูลไว้ก่อน คราวหน้าได้เจอกันแน่...